วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดอกไม้ประจำชาติ อาเซียน


 ดอกไม้ประจำชาติ อาเซียน

       เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น การรวมตัวกันของประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ ก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว (พ.ศ.2558) เพื่อผนึกกำลังในการพัฒนาแต่ละประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีประเทศไทยกับเขาด้วย วันนี้ กระปุกดอทคอม จึงมีข้อมูลเบา ๆ เกี่ยวกับดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติอาเซียนในแต่ละประเทศมาฝากกันเพื่อเพิ่มเติมความรู้ ว่าแต่จะมีดอกไม้อะไรบ้าง อย่ารอช้ารีบไปดูกันเลย

10 ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน มีอะไรบ้าง...มาดูกัน

1. บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam) : ดอกซิมปอร์

          ดอกไม้ประจำชาติบรูไน ก็คือ ดอกซิมปอร์ (Simpor) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดอกส้านชะวา (Dillenia) ดอกไม้ประจำท้องถิ่นบรูไน ที่มีกลีบขนาดใหญ่สีเหลือง หากบานเต็มที่แล้วกลีบดอกจะมีลักษณะคล้ายร่ม พบเห็นได้ตามแม่น้ำทั่วไปของบรูไน มีสรรพคุณช่วยรักษาบาดแผล หากใครแวะไปเยือนบรูไน จะพบเห็นได้จากธนบัตรใบละ 1 ดอลลาร์ ของประเทศบรูไน และในงานศิลปะพื้นเมืองอีกด้วย


10 ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน มีอะไรบ้าง...มาดูกัน

2. ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia) : ดอกลำดวน

          กัมพูชามีดอกไม้ประจำชาติเป็น ดอกลำดวน (Rumdul) ดอกไม้สีขาวปนเหลืองนวล กลีบดอกหนาทึบและแข็งเล็กน้อย มีกลิ่นหอมเย็นแบบกรุ่น ๆ ถูกจัดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งเพราะมีความหมายถึงความสดชื่นหอมกรุ่น และเป็นดอกไม้สำหรับสุภาพสตรี วิธีปลูกที่ถูกต้อง ต้องปลูกไว้ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวบ้าน ที่สำคัญต้องปลูกในวันพุธ ด้วยนะ


10 ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน มีอะไรบ้าง...มาดูกัน

3. สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia) : ดอกกล้วยไม้ราตรี

          ดอกไม้ประจำชาติอินโดนีเซีย คือ ดอกกล้วยไม้ราตรี (Moon Orchid) ซึ่งเป็นหนึ่งในดอกกล้วยไม้ที่บานอยู่ได้นานที่สุด โดยช่อดอกนั้นสามารถแตกกิ่งและอยู่ได้นาน 2-6 เดือน โดยดอกจะบานแค่ปีละ 2-3 ครั้งเท่านั้น ทั้งนี้ดอกกล้วยไม้ราตรีสามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศชื้น จึงพบเห็นได้ง่ายในพื้นที่ราบต่ำของประเทศอินโดนีเซีย


10 ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน มีอะไรบ้าง...มาดูกัน

 4. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (The Lao People's Democratic Republic of Lao PDR) : ดอกจำปาลาว

          ดอกไม้ประจำชาติประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างประเทศลาว คือ ดอกจำปาลาว (Dok Champa) คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ ดอกลีลาวดี หรือ ดอกลั่นทม โดยดอกจำปาลาวมักมีสีสันหลากหลาย ไม่เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นเพียงสีขาวเท่านั้น เช่น สีชมพู สีเหลือง สีแดง หรือสีโทนอ่อนต่าง ๆ โดยดอกจำปาลาวนั้นเป็นตัวแทนของความสุขและความจริงใจ จึงนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อประดับประดาในงานพิธีต่าง ๆ รวมทั้งใช้เป็นพวงมาลัยเพื่อรับแขกอีกด้วย


10 ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน มีอะไรบ้าง...มาดูกัน

5. ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) : ดอกพู่ระหง

          สำหรับประเทศมาเลเซียนั้น มีดอกไม้ประจำชาติเป็น ดอกพู่ระหง (Bunga Raya) ในภาษาท้องถิ่นเรียกกันว่า บุหงารายอ หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ดอกชบาสีแดง ลักษณะกลีบดอกเป็นสีแดง มีเกสรยื่นยาวออกมาเหนือดอก ซึ่งถูกจัดให้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาเลเซีย เพื่อเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นและความอดทนในชาติ โดยเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้สูงส่งและสง่างาม รวมทั้งยังสามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์และความงามได้อีกด้วย


10 ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน มีอะไรบ้าง...มาดูกัน

6. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines) : ดอกพุดแก้ว

          ดอกไม้ประจำชาติฟิลิปปินส์ คือ ดอกพุดแก้ว (Sampaguita Jasmine) ดอกมีสีขาวกลีบดอกเป็นรูปดาว มีกลิ่นหอม บานส่งกลิ่นในตอนกลางคืน ถือเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ เรียบง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน รวมถึงความเข้มแข็งอีกด้วย เคยถูกนำมาใช้เฉลิมฉลองในตำนานเรื่องเล่ารวมทั้งบทเพลงของฟิลิปปินส์ด้วยเช่นกัน


10 ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน มีอะไรบ้าง...มาดูกัน

7. สาธารณรัฐสิงคโปร์ (The Republic of Singapore) : ดอกกล้วยไม้แวนด้า

          ประเทศสิงคโปร์ มี ดอกกล้วยไม้แวนด้า (Vanda Miss Joaquim) เป็นดอกไม้ประจำชาติ โดยดอกกล้วยไม้แวนด้าตั้งชื่อตามผู้ผสมพันธุ์ คือ Miss Agnes Joaquim จัดเป็นดอกกล้วยไม้ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศสิงคโปร์ มีสีม่วงสดสวยงามและเบ่งบานอยู่ตลอดทั้งปี โดยถูกจัดให้เป็นดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1981 (พ.ศ.2524)


10 ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน มีอะไรบ้าง...มาดูกัน

8. ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand) : ดอกราชพฤกษ์

          ดอกไม้ประจำชาติไทยของเรา ก็คือ ดอกราชพฤกษ์ (Ratchaphruek) ที่มีสีเหลืองสวยสง่างาม เมื่อเบ่งบานแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่น ถือเป็นสัญลักษณ์ของความมีเกียรติยศศักดิ์ศรี ซึ่งชาวไทยหลายคนรู้จักกันดีในนามของ ดอกคูน โดยมีความเชื่อว่าสีเหลืองอร่ามของดอกราชพฤกษ์คือสีแห่งพระพุทธศาสนาและความรุ่งโรจน์ รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกด้วย โดยดอกราชพฤกษ์จะเบ่งบานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม มีจุดเด่นเวลาเบ่งบานคือการผลัดใบออกจนหมดต้น เหลือไว้เพียงแค่สีเหลืองอร่ามของดอกราชพฤกษ์เท่านั้น


10 ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน มีอะไรบ้าง...มาดูกัน

9. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Republic of Vietnam) : ดอกบัว

          ประเทศเวียดนาม มีดอกไม้ที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง ดอกบัว (Lotus) เป็นดอกไม้ประจำชาติ โดยดอกบัวเป็นที่รู้จักกันในนาม “ดอกไม้แห่งรุ่งอรุณ” เป็ญสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความผูกพัน และการมองโลกในแง่ดี ดอกบัวจึงมักถูกกล่าวถึงในบทกลอนและเพลงพื้นเมืองของชาวเวียดนามอยู่บ่อยครั้ง


10 ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน มีอะไรบ้าง...มาดูกัน

10. สหภาพพม่า (Union of Myanmar) : ดอกประดู่

          ดอกไม้ประจำชาติของประเทศพม่า คือ ดอกประดู่ (Paduak) เป็นดอกไม้ที่พบมากในประเทศพม่า มีสีเหลืองทอง ผลิดอกและส่งกลิ่นหอมในฤดูฝนแรก ช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศพม่ามีการเฉลิมฉลองปีใหม่ขึ้น ชาวพม่าเชื่อว่าดอกประดู่คือสัญลักษณ์ของความแข็งแรง ความทนทาน และเป็นดอกไม้ที่ขาดไม่ได้ในพิธีทางศาสนาของชาวพม่าเลยล่ะ

แหล่งที่มา

ผลไม้เพื่อสุขภาพ


ผลไม้เพื่อสุขภาพ

เมืองไทยมีผลไม้พื้นบ้านราคาย่อมเยาอยู่มากมายที่ให้ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการต่อร่างกายในปริมาณสูง อีกทั้ง ยังได้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ว่าสารเคมีที่อยู่ในผลไม้นั้นมีสรรพคุณเป็นยากระตุ้นการทำงานของระบบต่าง ๆ รวมถึงเสริมสร้างภูมิต้านทานได้อีกด้วย
ฝรั่ง


         ฝรั่ง ผลไม้พื้นบ้านราคาถูก และออกผลตลอดปี ทุกสายพันธุ์ล้วนเป็นสุดยอดผลไม้ที่มีวิตามินซี ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงมาก ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคมากขึ้น จึงสามารถป้องกันการเป็นไข้หวัดได้ หรือช่วยสร้างรวมทั้งป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันที่เราเคยท่องจำกันในสมัยเด็ก ๆ ได้อีกด้วย
มะเฟือง


         มะเฟือง นอกเหนือจากความสวยงามแปลกตาในเรื่องรูปทรงแล้วยังให้คุณค่าทางโภชนาการอย่างเต็มเปี่ยม มะเฟืองอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ ฟอสฟอรัสและแคลเซียม ช่วยรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบายแก้ท้องผูกช่วยขับเสมหะได้
ทับทิม


         ทับทิม ผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว ออกฤทธิ์เป็นยาบำรุงกำลัง แก้เจ็บคอ แก้โลหิตจาง ห้ามเลือด รักษาแผล แก้อาการปวดกระเพาะอาหาร ขับพยาธิในลำไส้ แก้ท้องร่วง นอกจากนี้ หากดื่มน้ำทับทิมตอนเช้าวันละ 1 แก้วจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ ในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้
มะละกอ


         มะละกอแขกดำ ผลไม้สุดร่อยที่มีประโยชน์ใช้สอยอีกมากมาย เนื้อมะละกออุดมไปด้วยวิตามินซี มีเบต้าแคโรทีน ไลโคพีน รวมถึงมีแมกนีเซียม ทองแดง โพแทสเซียมและใยอาหาร เมื่อรับประทานเป็นประจำจะช่วยบำรุงให้ผิวพรรณชุ่มชื้น มีเส้นใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย ขจัดไขมันในผนังลำไส้ ช่วยให้ลำไส้สะอาดดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น
ส้มโอ

         ส้มโอ ในส้มโอมีสารเพคติน (Pectin) สูง มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดและมีสารโมโนเทอร์ปืน ที่ช่วยในการจับสารก่อมะเร็ง นอกจากนั้นหากรับประทานส้มโอหลังมื้ออาหารจะช่วยขับลมในกระเพาะและลำไส้ช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มะขาม

         มะขาม เนื้อมะขามมีสารแอนทราควินิน (Antraquinone) ซึ่งช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ อีกทั้งยังมีกรดอินทรีย์ (Organic Acid) อยู่หลายชนิด เช่น กรดทาร์ทาร์ริก (Tartaric Acid) และกรดซิตริค (Citric Acid) มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เพิ่มกากใยอาหาร และช่วยให้ขับถ่ายสะดวก
มะยม          

         มะยม เป็นผลไม้พื้นบ้านที่ให้รสเปรี้ยวอมฝาด อุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และวิตามินซีสูง มีฤทธิ์ช่วยสมานแผลและใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาการหลอดลมอักเสบ

แหล่งที่มา

ห่อหมกปลา


ห่อหมกปลา

ห่อหมกปลา

* เนื้อปลา 300 กรัม (หั่นเป็นชิ้นบางๆ)
* ใบกะหล่ำปลี 5 ใบ (หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ)
* แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ
* ใบผักชี 10 ใบ
* พริกชี้ฟ้า 2 เม็ด (ซอยเป็นเส้นบางๆ)
* ใบมะกรูดซอยละเอียด 4 ใบ
* น้ำพริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะ
* กะทิ 1 กระป๋อง
* ไข่ไก่ 2 ฟอง
* น้ำปลา 1 ช้อนชา
* น้ำตาล 2 ช้อนชา
ห่อหมกปลา
ห่อหมกปลา
 

     วิธีทำทีละขั้นตอน
1. เทกะทิประมาณ 1 ถ้วยตวงลงในชามใบใหญ่ (แยกกะทิ 1/4 ถ้วยตวงไว้ราดหน้าห่อหมก) ใส่น้ำพริกแกงเผ็ดลงไปและคนจนกะทิกับเครื่องแกงผสมกันดี
2. ใส่เนื้อปลาลงในส่วนผสม คนจนกระทั่งเนื้อปลาผสมกันดีกับกะทิและเครื่องแกง เติมไข่ไก่, น้ำปลา และน้ำตาล คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน
3. นำใบกะหล่ำปลีที่ซอยไว้แล้วไปลวกในน้ำร้อนประมาณ 3 นาที จากนั้นให้นำไปล้างด้วยน้ำเย็น
4. บีบกะหล่ำให้น้ำออกให้หมด จากนั้นจึงนำไปใส่รองพื้นในถ้วยใบตอง (หรือถ้วยแก้วใบเล็กๆ) เสร็จแล้วตักเครื่องแกงที่ผสมดีแล้วจนเกือบเต็มถ้วย นำไปนึ่งประมาณ 30 นาที
5. นำแป้งข้าวเจ้าไปผสมกับกะทิที่แยกไว้แต่งหน้า คนจนเข้ากันดีแล้วนำไปใส่ไมโครเวฟ อุ่นด้วยไฟอ่อนประมาณ 1 นาที
6. หลังจากห่อหมกนึ่งเสร็จ แต่งหน้าด้วยกะทิที่เตรียมไว้ และโรยหน้าด้วย ผักชี, ใบมะกรูดและพริกซอย นึ่งต่อไปอีก 3 นาที จึงนำไปจัดใส่จานและเสิรฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ



แหล่งที่มา
http://www.ezythaicooking.com/free_recipes/Thai-steamed-curried-fish_th.html

วิธีทำ ข้าวมันไก่

                                                                               ข้าวมันไก่

                                                   


วิธีทำ ข้าวมันไก่

ส่วนประกอบและเครื่องปรุง
1. ไก่สด 1 ตัว
2. ตับไก่
3. เลือดไก่ 1 ก้อน
4. มันไก่
5. น้ำเปล่า
6. ข้าวหอมมะลิเก่า
7. เต้าเจี๊ยว
8. กระเทียม
9. เกลือ
10. น้ำตาล
11. น้ำส้มสายชู
12. ขิงหั่นแว่น
13. ซีอิ๋วดำ
15. พริก
15. รากผักชี
16. แตงกวา
ขั้นตอนวิธีทำข้าวมันไก่
1. นำไก่มาล้างให้สะอาด ทิ้งไว้สักพักพอน้ำที่หนังไก่เริ่มแห้งหรือจะใช้ผ้าช่วยซับให้แห้งก็ได้ ทาเกลือบางๆที่ตัวไก่และด้านในไก่ ส่วนตับไก่ ล้างสะอาดแล้วเคล้าเกลือพักไว้
2. ตั้งน้ำกะปริมาณให้ท่วมตัวไก่ต้มด้วยไฟปานกลางค่อนข้างแรงจนเดือด นำไก่ที่เตรียมไว้ลงไปต้ม จากนั้นลดไฟลงเป็นไฟอ่อนแล้วต้มไก่ไปเรื่อยๆประมาณ 45 นาทีหรือจนไก่สุก คอยช้อนฟองทิ้งด้วยเพื่อให้น้ำซุปใส ส่วนตับไก่ก็ใส่ลงไปต้มพร้อมกับไก่ได้เลย เลือดไก่ที่ทำเป็นก้อนและสุกมาแล้วนั้นใส่ตอนหลังสุด
3. พอไก่สุกตักออกมาจากหม้อใส่ภาชนะ ทาหนังไก่ด้วยน้ำมันไก่ หรือน้ำมันพืช เพื่อไม่ให้หนังไก่แห้ง
หมายเหตุ : น้ำต้มไก่ อย่าเอาทิ้งเด็ดขาดให้ตั้งไฟเอาไว้ สามารถนำมาหุงข้าวทำเป็นข้าวมันไก่ และสามารถนำมาทำเป็นน้ำซุป สำหรับเสริฟพร้อมกับข้าวมันไก่ได้อีกด้วย
ขั้นตอนการหุงข้าวมันไก่
1. ซาวข้าวหอมมะลิเก่า 2-3 ครั้ง เทใส่กระชอนทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ
2. นำกระเทียมส่วนที่หนึ่งมาปั่นหรือสับหยาบๆ เตรียมเพื่อที่จะนำไปเจียวกับน้ำมันไก่
3. เทมันไก่ลงในกระทะ เจียวให้มันไก่คายน้ำมันออกมาก ใช้เวลานาน 15 นาที ตักกากมันไก่ทิ้งไป ปิดแก็ส และเติมกระเทียมลงไปเจียวให้หอม เปิดแก็สอ่อนๆเจียวให้กระเทียมหอมและมีสีเหลืองอ่อน
4. นำข้าวหอมมะลิเก่าที่พักไว้เทลงในหม้อข้าว เติมเกลือ กระเทียมเจียว ขิงหันแว่น และน้ำซุปไก่คนให้เข้ากัน เปิดสวิทช์หุงข้าวตามปกติ (ปริมาณข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำซุป 1 1/2 ส่วน)
5. พอข้าวสุก ให้ใช้ทัพพีคุ้ยข้าวให้ร่วนซุย กลับข้าวจากด้านล่างขึ้นด้านบน ปล่อยทิ้งไว้ในหม้อให้อุ่นๆ พร้อมเสริฟ

แหล่งที่มา


หมากฮอสไทย


หมากฮอสไทย

หมากฮอสเป็นเกมส์ทางความคิดชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยผู้เล่น 2 ฝ่าย ฝ่ายละ 1 คน แต่ละคนมีตัวหมากคนละ 8 ตัว เล่นบนกระดานขนาด 8x8 ช่อง ที่มีการทำเครื่องหมายช่องเว้นช่อง สลับกัน


กระดานหมากฮอส
รูปที่ 1 กระดานหมากฮอส
วิธีการเล่นหมากฮอส
ผู้เล่นแต่ละฝ่ายจะสลับกันเดิน โดยจะต้องเดินในช่องที่มีการทำเครื่องหมายไว้เท่านั้น ตัวหมากธรรมดาจะเดินได้ครั้งละ 1 ช่อง และไม่สามารถเดินถอยหลังได้ เมื่อเดินตัวหมากธรรมดาไปถึงสุดตารางของฝ่ายตรงข้าม ตัวหมากธรรมดาจะเรียกว่า "ฮอส" ซึ่งสามารถเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังกี่ช่องก็ได้ ในแนวใดก็ได้ทั้ง 4 ทิศแนวทแยง
เกมส์จะสิ้นสุดเมื่อฝ่ายที่กินตัวหมากของอีกฝ่ายหนึ่งจนหมด หรือไล่จนอีกฝ่ายหนึ่งจนมุม เป็นผู้ชนะ หรือมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้


การกิน
การกินมีทั้งการกินตัวเดียวและการกินหลายต่อ
โดยตัวหมากตัวหนึ่งจะกินข้ามตัวหมากอีกตัวหนึ่ง ไปอยู่ในช่องหลังตัวหมากที่ถูกกินในแนวทแยง


การกินต่อเดียว
รูปที่ 2 การกินต่อเดียว


การกิน 2 ต่อ
รูปที่ 3 การกิน 2 ต่อ


ฮอสกิน 3 ต่อ
รูปที่ 4 ใช้ฮอสกิน 3 ต่อ


หมากฮอส 3 แถว
หมากฮอส 3 แถว มีกติกาการเล่นเหมือนกับหมากฮอสไทยทุกประการ แต่ต่างจากหมากฮอสไทยที่ ตัวหมากของแต่ละฝ่ายมีฝ่ายละ 12 ตัว การจัดหมากจะจัดเป็น 3 แถว ดังรูป
กระดานหมากฮอส 3 แถว
รูปการจัดกระดานหมากฮอส 3 แถว


หมากฮอสสากล
หมากฮอสสากล มีการจัดหมากเช่นเดียวกับหมากฮอส 3 แถว คือมีตัวหมากฝ่ายละ 12 ตัว และจัดหมากเป็น 3 แถว ดังรูป
การกจัดกระดานหมากฮอส 3 แถว
รูปการจัดกระดานหมากฮอสสากล
หมากฮอสสากลมีกติกาการเล่นที่ต่างไปจากหมากฮอสไทย คือ ฮอส ของแต่ละฝ่ายสามารถเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้เพียงครั้ง 1 ช่องเท่านั้น โดยสามารถเดินได้ทั้ง 4 ทิศแนวทแยง

แหล่งที่มา
http://www.thaibg.com/template.php?CenterFile=makhos_rule.html&Title=Checkers%20Rule

องุ่น ปลูกในเมืองก็ได้ ง่ายนิดเดียว


องุ่น ปลูกในเมืองก็ได้ ง่ายนิดเดียว

                                       

                ทำสวนในเมือง สร้างซุ้มสีเขียวด้วย องุ่น  พรรณไม้ซึ่งทุกคนคิดว่าไม่สามารถปลูกในเมืองได้ หรือปลูกได้แต่ก็คงไม่ติดผล ทั้งนี้เป็นเพราะความเข้าใจว่าองุ่นจะต้องปลูกบนพื้นที่สูงที่มีอากาศเย็น จริงๆ แล้วหากรู้จักเลือกสายพันธุ์องุ่นเราก็สามารถนำองุ่นมาปลูกตามบ้านเรือนในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ได้อย่างเห็นผล ปลูกเป็นซุ้มหน้าบ้าน ปลูกเป็นซุ้มบนดาดฟ้าหลังคาตึก ปลูกเป็นซุ้มกันแดดที่จอดรถ หรือปลูกเป็นซุ้มเพื่อให้ร่มเงาบนหลังคาโรงเรือนกล้วยไม้ก็ได้ ภาพซ้ายเป็นการปลูกองุ่นเป็นซุ้มให้ร่มเงาหน้าบ้าน เปรียบเทียบกับเพิงหลังคาที่อยู่ถัดไป ซุ้มองุ่นดูสบายตา มีสีเขียวสดใสมีประโยชน์ต่อสายตา มิหนำซ้ำยังติดผลห้อยเป็นพวงเต็มไปหมด ใครผ่านไปผ่านมาก็มอง
การปลูกองุ่นที่เขียนนี้เป็นการปลูกองุ่นเพื่อความเพลิดเพลินไม่ใช่การปลูกองุ่นเพื่อการพาณิชย์ ประโยชน์ที่ได้รับคือความสุขทางใจที่ได้เห็นสีเขียวๆ ขององุ่น ได้เห็นมันติดผล ได้รับประทานบ้างในบางครั้ง เปรี้ยวบ้างหวานบ้างแล้วแต่ฝีมือของเรา  และประโยชน์อีกอย่างก็คือช่วยบังแดดให้ร่มเงาแก่อาคารสถานที่ เราจะไม่พูดถึงผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ เราจะไม่สนใจว่าผลองุ่นที่เราปลูกจะขายได้กิโลละเท่าไร เพราะนี่คือการปลูกเป็นงานอดิเรก ปลูกไว้ดูเล่น

ภายใต้ร่มเงาองุ่น  ร่มเงาที่ได้จากใบไม้กับร่มเงาที่ได้จากแผ่นกระเบื้องนั้นให้ผลไม่เหมือนกัน หากเราอยู่ใต้ร่มของใบไม้ เราจะรู้สึกเย็น หากเราอยู่ใต้เงาที่มุ่งด้วยแผ่นกระเบื้องเราก็จะรู้สึกร้อน หากเราอยู่ใต้ร่มของแผ่นสังกะสีจะยิ่งร้อนกว่า ณ กลางแสงแดดจ้าที่ร้อนจัด ให้ลองเอาหลังมือเราตากแดดสักพักเราจะรู้สึกว่าแดดร้อนมาก หากลองสัมผัสบนใบไม้ซึ่งตากแดดมาทั้งวันก็จะรู้สึกว่าด้านบนของใบที่โดนแสงแดดนั้นก็ร้อนเช่นกัน แต่เมื่อสัมผัสใต้ใบจะรู้สึกว่าใต้ใบนั้นเย็น แปลกหมั๊ย ทำไมไม่ร้อนทั้งๆ  นั่นเป็นเพราะว่าใบไม้ดูดซับแสงแดด ต้นไม้ต้องการแสงแดดไปใช้ประโยชน์เพื่อการเจริญเติบโต ยิ่งแดดจัดยิ่งดี ดังนั้นเราจะเห็นว่าแสงแดดที่ไร้ค่าสำหรับเรากลับเป็นประโยชน์สำหรับต้นไม้ แล้วต้นไม้ก็ให้ความร่มเย็นกับเรา อย่างซุ้มองุ่นที่เห็นอยู่นี้มีมีขนาด 2 x 3 เมตร ก็เท่ากับ 6 ตารางเมตร หากบ้านเรือในกรุงเทพฯ ปลูกกันสัก 1 ล้านหลังคาเรือนก็จะได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นถึง 6 ล้านตารางเมตร ถ้าหากปลูกกันทั้ง 77 จังหวัด ก็จะได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นมาถึง 462 ล้าน ตรม.  โอ้... คิดมากไปหรือเปล่า

การปลูกองุ่นเพื่อความเพลิดเพลิน ก่อนอื่นต้องขอให้ลืมตำราไปก่อนเลย เรามาเริ่มจาก ศูนย์ กันเลย
ขั้นแรก      หากิ่งพันธุ์องุ่น เลือกปลูกพันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศร้อน และทนต่อโรคได้ดี ( ถามคนขาย )
ขั้นต่อไป     หาทำเลปลูก องุ่นต้องการแสงแดดจัด พื้นที่ทำซุ้มองุ่นควรมีแสงแดดส่องอย่างน้อยครึ่งวัน ปลูกในที่ร่มไม่ได้
ขั้นต่อไป   เตรียมพื้นที่ปลูก   ( หลุมปลูก หรือเตรียมกระถางปลูก )
ขั้นต่อไป     ปลูกต้นกล้าให้รอด ให้เลื้อยขึ้นซุ้มได้ก่อน ( ยังไม่ต้องรีบทำซุ้ม ระยะนี้มีเวลาให้คิดเรื่องทำซุ้มถึง 3 เดือน )
ขั้นต่อไป    ทำยังไงให้ติดผล  ( รับรองว่าติดผลแน่ๆ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องคิด มีเวลาให้คิดเรื่องนี้ถึง 1 ปีหลังจากปลูก )
ขึ้นต่อไป    ทำยังไงให้หวาน   ( รอให้ติดผลรุ่นแรกผ่านไปก่อน ถึงแม้จะเปรี้ยวจี๊ดก็ไม่เป็นไร แค่ออกดอกติดผลก็เท่ห์แล้ว หลังจากนั้นค่อยคิดเรื่องหวาน )
ขึ้นต่อไป    ถ้าผ่านมาถึงตอนนี้ก็ต้องเก่งแล้ว พอเก่งแล้วก็อยากได้พันธุ์โน้น พันธุ์นี้
ถึงตอนนี้ก็ลองมาทำอะไรเล่นกันสนุกๆ ทำองุ่นหลายสายพันธุ์บนต้นตอเดียว
คราวนี้อยากจะได้พันธุ์อะไร สารพัดพันธุ์ที่ต้องการ หามาเลย
องุ่นหนึ่งต้นสมมุติว่ามี 5 กิ่งหลัก อยากได้พันธุ์ไหนก็ติดตาพันธุ์นั้นเข้าไปเลย
องุ่นต้นเดียวมีทั้งองุ่นเขียว องุ่นแดง องุ่นผลเรียว องุ่นผลกลม คราวนี้ก็มาดูผลงาน รู้เลยว่าพันธุ์ไหนดีแน่ เพราะว่า ต้นตอเดียวกัน ได้รับปุ๋ยเหมือนกัน ใครจะหวาน ใครจะเปรี้ยว ใครผลโต ใครผลเล็ก ใครติดผลตก

ขั้นที่ 1       หากิ่งพันธุ์องุ่น เลือกสายพันธุ์ที่ทนทาน ทั้งต่ออากาศร้อนและโรคต่างๆ  หากไม่ได้ปลูกเชิงพาณิชย์ ปลูกเพียงต้นสองต้นไม่จำเป็นต้องใช้องุ่นพันธุ์แปลกๆ ที่มีราคาผลิตสูง เช่นองุ่นไร้เมล็ด บางพันธุ์กิโลกรัมละ 300 บาท 700 บาท คิดง่ายๆ ถ้าผลผลิตราคาสูงขนาดนี้แล้วทำไมไม่ปลูกพันธุ์ดีกันให้หมด  ทั้งนี้ก็เพราะข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ปลูก องุ่นพันธุ์ดีมักขึ้นได้ดีบนพื้นที่สูง ถ้าต้องการจะปลูกจริงจังก็ต้องไปหาซื้อที่แถว ภูเรือ ( +600 เมตร ) วังน้ำเขียว ( + 400 เมตร ) หรือที่อื่นๆ ที่อยู่บนระดับสูง  แต่ก็มีไร่องุ่นพันธุ์ดีที่ปลูกบนพื้นที่ราบต่ำอยู่บ้างแต่ก็กว่าจะได้ผลผลิตก็เหนื่อย เพราะต้องดูแลมากเป็นพิเศษ แต่สำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์แล้วก็ถือว่าคุ้มเพราะผลผลิตที่ได้มีราคาสูง แต่ถ้าปลูกเล่นๆ ตามบ้านเรือนก็คงไม่เหมาะ เดี๋ยวเป็นโน่น เดี๋ยวเป็นนี่ งามก็ไม่งาม เอาแต่จะตาย ลูกก็ไม่มี  ปลูกไปปลูกมาก็เบื่อแล้วก็ต้องรื้อทิ้ง แล้วก็สรุปว่าองุ่นปลูกยาก
ปลูกเล่นๆ ควรเลือกพันธุ์ที่ทนสภาพอากาศร้อน และควรมีใบสวยงาม การปลูกตามบ้านเรือนมักจะมีปัญหาเรื่องพื้นที่จำกัด มีพื้นที่ให้องุ่นเลื้อยน้อย ดังนั้นควรพันธุ์ที่มีข้อสั้น คือมีระยะห่างระหว่างใบน้อย หากเป็นพันธุ์ข้อยาวจะเลื้อยออกนอกค้างเร็วมาก

ขั้นที่ 2      เตรียมพื้นที่ปลูก  จะปลูกลงดิน หรือปลูกในกระถางก็ได้  แต่ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ควรปลูกลงดินเพราะในดินมีแร่ธาตุอาหารมาก ทำให้ง่ายต่อการดูแล ลืมรดน้ำก็ไม่ตาย ไม่ใช่ปุ๋ยก็หาดูดเอาจากในดิน  หากปลูกลงกระถางจะต้องดูแลมาก เมื่อปลูกไปนานๆ ดินในกระถางจะถูกต้นไม้ดูดธาตุต่างๆ ไปหมดทำให้ดินไม่มีธาตุอาหารจึงต้องควรใส่ปุ๋ย หากเราเดินทางไปต่างจังหวัดหลายวันไม่มีใครรดน้ำให้ก็จะเหี่ยว
หากปลูกลงดินควรเตรียมหลุมปลูกโดยขุดดินเดิมออกมาก่อน ขุดให้ได้ขนาดหลุม กว้าง 2 คืบ ลึก 2 คืบ ใส่ปุ๋ยคอกรองที่ก้นหลุม ใส่เยอะๆ เพราะเรามีโอกาสใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมเพียงครั้งเดียวในชีวิตของต้นไม้ จากนั้นนำดินดีผสมกับปุ๋ยคอกเททับลงไป นำต้นกล้าวางลงแล้วกลบด้วยดินดีผสมปุ๋ยคอก รดน้ำให้ชุ่ม ไม่ต้องทำร่มให้ต้นกล้า ช่วงแรกรากยังน้อยดูดน้ำไม่เก่งควรรดน้ำปล่อยๆ ทังเช้าและเย็น


 


แหล่งที่มา

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

My self



สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ ด.ญ.วีณา ไชยลังกา  ชื่อเล่น ข้าวฟ่าง ค่ะ 
เรียนที่โรงเรียน ดอกคำใต้วิทยาคมค่ะ
ตอนนี้กำลังศึกษาชั้นมีัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 6 ค่ะ
ดิฉันเกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2540 ค่ะ  
อยู่  บ้านเลขที่ 18 หมู่ 6 ต.ดอนศรีชุม อ. ดอกคำใต้ จ. พะเยา ค่ะ